แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทำใช้เอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทำใช้เอง แสดงบทความทั้งหมด

ครีมนวดผม

คงไม่ปฏิเสธใช่ไหมว่าปัจจุบันครีมนวดผมก็เป็นสิ่งจำเป็นที่หลายๆคนจะต้องใช้หลังจากการสระผม
แล้ว
คุณรู้ไหมว่าครีมนวดผมที่คุณซื้อใช้อยู่นั้นเขาใช้อะไรเป็นส่วนผสมบ้าง เขาถึงได้ขายกันราคาแสนแพง
(ก็ราคาขายสูงกว่าต้นทุนเป็น 10 เท่าตัว) วันนี้เรามาเรียนรู้วิธีทำครีมนวดผมสูตรสมุนไพรกันดีกว่า สมุนไพร
ที่นำมาใส่ในครีมนวดผมสูตรนี้มี 2 ชนิด คือ มะเฟือง มีคุณสมบัติช่วยลดรังแค บรรเทาอาการคันศีรษะ 
และส้มป่อย มีสรรพคุณ ทำให้ผมนุ่ม ชุ่มชื้น

ส่วนผสมได้แก่
             1.RINES COMPOUND CT-429                100    กรัม
             2.คาโคล 60                                        100    กรัม
             3.น้ำหมักชีวภาพสูตรมะเฟืองหรือสูตรส้มป่อย         1    ถ้วยตวง
             4.น้ำสะอาด                                      2  1/2    กก. (หรือลิตร)
             5.น้ำหอมกลิ่นตามชอบ  ปริมาณเล็กน้อย

วิธีทำ   
           1. นำน้ำสะอาด , RINES COMPOUND CT-429 และ คาโคล 60  ใส่ในภาชนะ(ควรใช้ภาชนะสแตนเลส) แล้วยกขึ้นตั้งบนเตา ใช้ไฟอ่อน
           2. ค่อยๆคนให้ส่วนผสมละลายเป็นเนื้อเดียวกันและตั้งภาชนะไว้บนเตาจนส่วนผสมมีอุณหภูมิ ประมาณ 70 -80 องศา เซนเซียส)
           3. เมื่อได้อุณหภูมิตามที่กำหนดแล้วให้ยกภาชนะลงจากเตา ปล่อยทิ้งไว้ให้อุณหภูมิลดลงเหลือ 35-40 องศา เซนเซียส จึงเติมน้ำหมักชีวภาพและน้ำหอม คนให้เข้ากันแล้วเทใส่ภาชนะที่มีฝาปิดสนิท 
   หมายเหตุ  ถ้าทำครั้งละมากๆต้องใส่สารกันบูด หรือเก็บไว้ในตู้เย็น แล้วแบ่งครีมนวดผมใส่ขวดเล็กๆมาใช้
               
จากสูตรนี้จะได้ครีมนวดผมเกือบ 3 กิโลกรัม
  ดูข้อมูลเรื่องน้ำหมักชีวภาพมะเฟือง ได้ที่เรื่อง"ผลไม้ลดโลกร้อน"

น้ำหมักชีวภาพสูตรส้มป่อย ใช้ผสมน้ำอาบ หรือใช้ผสมในครีมนวดผม มีสรรพคุณทำให้ผิวและผมนุ่ม ชุ่มชื้น
ส่วนผสม
  
           1.ฝักส้มป่อยแห้ง                           1   กก.
             2.น้ำตาลทรายธรรมชาติ                   1   กก.                                           
             3.น้ำสะอาด                               10   กก. (หรือลิตร)

วิธีทำ   
           1. ผสมน้ำตาลทรายกับน้ำสะอาดในถังพลาสติก คนให้น้ำตาลละลาย
           2. ใส่ฝักส้มป่อยแห้งลงในถัง คนส่วนผสมทั่ว และให้เหลือที่อากาศในถังเพียงเล็กน้อย(ประมาณ
               1 ใน 10 ส่วน) แล้วปิดฝาถังให้สนิท
           3. หมักไว้อย่างน้อย3 เดือน จึงกรองเอาเฉพาะน้ำมาใช้

ทำสบู่เหลวมะเฟือง

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบอาบน้ำด้วยสบู่เหลว ขอแนะนำให้ทำสบู่เหลวมะเฟืองใช้เองแล้วคุณจะติดใจ เพราะนอกจากจะทำความสะอาดผิวแล้ว คุณจะได้ถนอมและบำรุงผิวไปพร้อมๆกัน หรือจะทำใส่ขวดกดสำหรับล้างมือในสำนักงานหรือร้านอาหาร ก็จะช่วยประหยัดได้มากและถูกสุขอนามัยกว่าการใช้สบู่ก้อน(ลดการสัมผัสก้อนสบู่โดยตรง) สบู่สูตรนี้มีสรรพคุณเด่นคือจะมีส่วนผสมของกรดจากผลไม้(AHA)เมื่อใช้ทำความสะอาดผิว จะช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าได้ดี และช่วยลดกลิ่นตัวได้ด้วย เมื่อใช้อาบน้ำเป็นประจำจะช่วยบำรุงผิวให้นวลเนียน กระชับรูขุมขน สิวเสี้ยนและกลิ่นตัวจะลดล
1. หัวแชมพู(EMAL AD-25)                           1     กก.
2. เกลือแกง(Sodium chloride)                  130     กรัม
3. น้ำสะอาด                                       2 ½ -3    กก. (หรือลิตร)               
4. น้ำหมักชีวภาพมะเฟือง                          1 ¼      ถ้วยตวง               
5. น้ำหอมกลิ่นตามชอบปริมาณเล็กน้อย                                                                                                    6. อาจเพิ่มสมุนไพรที่มีคุณสมบัติในการบำรุงผิวอีก 2 ชนิด คือ ขมิ้นผง 1 ช้อนโต๊ะ และน้ำผึ้ง 

วิธีทำ    1. เตรียมถังพลาสติกที่มีฝาปิด ขนาดบรรจุน้ำได้ปริมาณ 4 ลิตร
             2. ใส่
น้ำสะอาดและเกลือแกงลงในถัง ใช้พายคนให้เกลือละลายหมด                                                        3. ใส่ขมิ้นผง คนให้ละลายจึงใส่หัวแชมพู น้ำหมักชีวภาพมะเฟือง และน้ำผึ้ง คนให้เข้ากัน ถ้าสบู่ข้นมากเกินไป ใส่น้ำเพิ่มได้อีก                                                                                                                                4. ใส่น้ำหอมตามที่ต้องการ คนให้เข้ากัน (คนที่เป็นสิวไม่ควรใส่น้ำหอมมาก เพราะจะไปกระตุ้นให้สิวขึ้นมาก)
           5. ปิดฝาถัง ตั้งไว้ให้ฟองยุบจึงแบ่งใส่ขวดมาใช้

           
ข้อควรทราบ 
            1. เกลือแกง หรือ Sodium chloride จะช่วยทำให้สบู่ข้นขึ้น แต่ถ้าใส่มากเกินไปสบู่จะคืนตัว เหลว
            2ขมิ้น มีคุณสมบัติช่วยลดผื่นคันบนผิวหนัง (ถ้าใส่มาก สีเหลืองจะไปติดผิว ติดผ้าเช็ดตัว)
            3. 
น้ำผึ้ง มีคุณสมบัติบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น ไม่แห้งกร้าน เหมาะกับผู้ที่ผิวแห้ง คนสูงวัย ฤดูหนาว หรือผู้ที่อยู่ในห้องแอร์เป็นประจำ ใส่น้ำผึ้ง 2-5 ช้อนโต๊ะ มาก-น้อย ตามสภาพผิว (ผู้ที่ผิวมัน วัยรุ่น หรือฤดูร้อน ไม่ควรใส่น้ำผึ้งมาก)
            4. สบู่เหลวสูตรนี้ จะมีฟองไม่มากเหมือนกับสบู่เหลวที่ขายทั่วๆไป สำหรับผู้ที่ชอบอาบน้ำให้มีฟองมาก ๆ อาจเติมผงฟอง(EMAL 10 P) ลงในส่วนผสมได้เล็กน้อย
            5. หลังใช้สบู่เหลว จะมีเหมือนฟิล์มบาง ๆ เคลือบผิว ผู้ใช้อาจมีความรู้สึกว่าผิวยังลื่นคล้ายกับล้างฟองไม่หมดความจริงคือล้าง
ออกหมดแล้ว
            6
. ถ้าใช้น้อย อาจแบ่งหัวแชมพูทำครั้งละครึ่งกิโลกรัม

ทำน้ำยาล้างจาน

ำยาซักผ้า ล้างจาน ล้างรถ สูตรชีวภาพ ผลิตภัณฑ์คุณภาพดี ราคาถูกมากๆ
        คุณ
เคยคำนวณบ้างหรือไม่ว่าในแต่ละเดือนครอบครัวของเราจ่ายเงินไปเท่าไรในการซื้อผงซักฟอก น้ำยาซักผ้า น้ำยาล้างจาน น้ำยาล้างรถ หรือน้ำยาทำความสะอาดสารพัดล้าง แล้วสินค้าที่เราซื้อมาใช้นั้นดีจริงอย่างที่เขาโฆษณาหรือเปล่า วันนี้เรามาลองใช้ภูมิปัญญาเพื่อพึ่งพาตนเองกันเถอะ มาทำผลิตภัณฑ์ดีๆ ราคาถูกมากๆใช้เองดีกว่า จะขอเรียกเจ้าสิ่งนี้ว่า "น้ำยาอเนกประสงค์ สูตร 2 พลัง" ซึ่งใช้ซักล้างได้สารพัด ทั้งซักผ้า ล้างจาน ล้างรถ ทำความสะอาดพื้น ล้างคราบสกปรก และมีพลังขจัดคราบ มากเป็น 2 เท่า คือ ทั้งจากสารขจัดคราบ และ จากกรดในน้ำหมักชีวภาพสูตรผลไม้  ส่วนผสม 
   1. N 70 หรือ EMAL 270 TH (หัวแชมพู)                                  1     กก.
                  2. EMAL 10 P (ผงฟอง)                                                   200     กรัม
                  3. Sodium chloride (เกลือ หรือ ผงข้น)                               500     กรัม
                  4. น้ำสะอาด                                                                10-11     กก.
                  5. NEOPELEX  F 50 (สารขจัดคราบชนิดเข้มข้น)              500-700    กรัม
                      (ถ้าเป็นสารขจัดคราบชนิดธรรมดา NEOPELEX  F 24 ใช้            1    กก.)
                  6.น้ำหมักชีวภาพ(สูตรเนื้อมะกรูด)                                             2    กก.
                     (หรือจะใช้น้ำหมักชีวภาพที่หมักจากผลไม้รสเปรี้ยวชนิดอื่นๆที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นทดแทนกันได้ เช่น สับปะรด มะเฟือง มะนาว ฯลฯ อ่านข้อมูลเพิ่มเติม การทำน้ำหมักชีวภาพได้ในเรื่องผลไม้ลดโลกร้อน)
                  7.น้ำหอมกลิ่นตามชอบ(จะไม่ใส่เลยก็ได้) 

 วิธีทำ  
            1. ใส่หัวแชมพู ผงฟอง และผงข้นลงในภาชนะ(ควรเทผงฟองต่ำๆเบา ๆ เพราะจะฟุ้ง และสูตรที่ให้นี้จะได้น้ำยาปริมาณมากถึง 15 ลิตร ควรใช้ถังพลาสติกใบใหญ่ๆชนิดก้นเรียบในการผสม) 
            2. ใช้พายคนส่วนผสมทั้ง 3 อย่าง ให้เข้ากันให้มากที่สุด(คนประมาณ 5 นาที ส่วนผสมจะเป็นครีมขาว ข้น ฟู คล้ายๆกับครีมแต่งหน้าขนมเค้ก) แต่อาจยังมีเสียงดังแกรก ๆ เหมือนมีเม็ดทรายอยู่เล็กน้อย
            3. ค่อยๆเติมน้ำสะอาดลงในส่วนผสมทีละน้อยๆพร้อมกับคนไปเรื่อยๆ ให้ส่วนผสมละลายเข้ากัน (ถ้าใส่น้ำครั้งเดียวหมด ส่วนผสมจะจับตัวเป็นก้อน คนให้ละลายเข้ากันได้ยากมาก)             
            4. เมื่อใส่น้ำจนครบตามจำนวนจึงใส่สารขจัดคราบ แล้วคนส่วนผสมให้เข้ากัน  
            5. ใส่น้ำหมักชีวภาพ แล้วคนส่วนผสมให้เข้ากัน(ถ้าใช้น้ำหมักชีวภาพที่หมักจากผลไม้ นาน 3 เดือนขึ้นไป
เมื่อผสมแล้วจะเก็บน้ำยาได้นานเป็นปี ไม่เสียง่าย)
                ถ้าไม่มีน้ำหมักชีวภาพสูตรผลไม้ที่หมักจนได้ที่แล้ว แต่ต้องการรีบใช้น้ำยา จะใช้น้ำมะกรูดต้ม หรือน้ำสับปะรดต้ม แทนก็ได้   
ทำโดยหั่นผลมะกรูดตามขวางลูกหรือสับสับปะรดให้ละเอียด ผสมกับน้ำสะอาดหรือน้ำซาวข้าวให้ท่วมเนื้อ นำไปต้มจนเปื่อยดี 
แล้วจึงกรองเอาเฉพาะน้ำมาใช้ แต่วิธีนี้ เมื่อผสมเป็นน้ำยาแล้ว จะเก็บไว้ได้นานประมาณ  1 เดือนเท่านั้น ถ้าเกินกว่านี้ น้ำยาจะมีกลิ่นคล้ายน้ำดองผักหรือผลไม้ ไม่น่าใช้ 

            6. ใส่น้ำหอม คนส่วนผสมให้เข้ากันดี(จะไม่ใส่น้ำหอมเลยก็ได้ ถ้าใช้เป็นน้ำยาล้างจานไม่ควรใส่
น้ำหอมเลย)
            7. ตั้งทิ้งไว้ให้ฟองยุบตัว(ประมาณ 1 คืน)จึงกรอกน้ำยาใสภาชนะเก็บไว้ใช้

หมายเหตุ

       ความจริงแล้วน้ำยาทำความสะอาดต่างๆที่จำหน่ายในท้องตลาดทั่วๆไปนั้น มี ส่วนผสม สูตร และวิธีทำคล้ายๆกัน อาจมีข้อแตกต่างกันไปบ้างในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ เช่น ชื่อของหัวแชมพู ชื่อของสารขจัดคราบ ปริมาณของส่วนผสม เพียงแต่น้ำยาฯ ที่ผลิตขายกันทั่วไปตามท้องตลาดนั้น จะใส่สีและกลิ่นให้ต่างกันออกไป จึงเรียกเป็นน้ำยาซักผ้า น้ำยาล้างจาน น้ำยาล้างรถ ฯลฯ  ผู้ใช้จึงคิดว่าน้ำยาแต่ละชนิดมีคุณสมบัติในการทำความสะอาดต่างกันด้วย และน้ำยาต่างๆที่ขายทั่วไปนั้น จะไม่มีส่วนผสมของสารชีวภาพเลย เพียงแต่ใส่สีและกลิ่นเลียนแบบธรรมชาติ(ดูได้จากโฆษณา น้ำยา...กลิ่นมะกรูด กลิ่นมะนาว กลิ่นสตรอเบอรี่) 
       

      น้ำยาอเนกประสงค์สูตรที่ให้ไปนี้ สามารถใช้ได้ทั้งซักผ้า ล้างจาน ล้างรถ  ทำความสะอาดพื้น ขอแนะนำว่าน้ำยาอเนกประสงค์ที่เราทำใช้เองไม่จำเป็นต้องใส่สีเลย(ลดการใช้ทรัพยากร ลดการใช้สารเคมี) และการทำน้ำยาสำหรับล้างจานไม่ควรใส่กลิ่น (ลดปริมาณสารเคมีตกค้าง) การทำน้ำยาซักผ้า อาจเลือกใช้กลิ่นที่ชอบและใส่เท่าที่คิดว่าหอมเพียงพอแล้ว  ส่วนการทำน้ำยาล้างรถ น้ำยาทำความสะอาดพื้น จะใส่กลิ่นหรือไม่ก็ได้  น้ำหอมแต่ละกลิ่นก็มีราคาถูก-แพงแตกต่างกัน (หรือจะไม่ใส่น้ำหอมเลย แล้วใช้ทุกอย่างก็ได้)   สำหรับการขจัดคราบที่สกปรกมาก อาจใส่สารขจัดคราบและน้ำหมักชีวภาพเพิ่มได้อีก แต่ถ้าใส่มากเกินไปจะกัดมือ ตามสูตรนี้เมื่อผสมเสร็จแล้วจะได้น้ำยาประมาณค่อนถังสีพลาสติกใบใหญ่ ครอบครัวเล็กๆใช้ไปได้หลายเดือนเลย
การซักผ้าด้วยน้ำยาอเนกประสงค์สูตรน้ำหมักชีวภาพ
      
เพียงใส่น้ำยาฯลงในน้ำสะอาด(ปริมาณใกล้เคียงกับการใช้น้ำยาซักผ้าทั่วๆไป) แล้วผสมน้ำยาฯให้ละลายเข้ากันกับน้ำ นำผ้าลงแช่ทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาที   จากนั้นก็ซักเหมือนกับการซักผ้าด้วยผงซักฟอกหรือน้ำยาซักผ้าทั่วๆไป แต่การซักผ้าด้วยน้ำยาอเนกประสงค์สูตรชีวภาพนี้ มีข้อดีกว่าการซักผ้าด้วยผงซักฟอกหรือน้ำยาซักผ้าทั่วๆไปหลายประการ ดังนี้(ได้พิสูจน์มาแล้วทั้งด้วยตัวครูป้าเองและคนรอบข้าง)   1. ทำได้เองในครัวเรือน ราคาถูกกว่า ประหยัดเงินมากกว่า
   2. ใช้ง่ายกว่าผงซักฟอก เพราะน้ำยาฯ ละลายน้ำง่ายกว่า
   3. ใช้ซักผ้าได้ทั้งแบบซักด้วยมือ และซักเครื่อง(ซักเครื่องจะไม่มีตะกอนแป้งขาวๆติดผ้าเป็นคราบ)
   4. 
ขจัดคราบสกปรกได้ดี เบาแรงขยี้ ถนอมมือ
   5. ถึงแช่ผ้าทิ้งไว้ค้างคืน น้ำซักผ้าก็ไม่มีกลิ่นเหม็นเน่า(เพราะไม่มีส่วนผสมของแป้ง)
   6. เมื่อผ้าแห้งแล้วจะมีกลิ่นสะอาด ไม่เหม็นอับ
   7. แม้ตากผ้าไว้ในที่ร่ม หรือตากผ้าตอนกลางคืน ผ้าก็ไม่มีกลิ่นเหม็น
   8. ในช่วงที่มีฝนตกติดต่อกันหลายวัน ไม่มีแสงแดด ตากผ้าไว้แล้วไม่แห้งภายในวันเดียวผ้าก็ไม่เหม็นอับ
   9. เสื้อผ้าที่สวมใส่แล้วจะมีกลิ่นเหม็นน้อยกว่าเสื้อผ้าที่ซักทั่วๆไป(น้ำหมักชีวภาพจะช่วยยับยั้งกลิ่นเหม็น)
  10. ถนอมเส้นใยผ้า เสื้อผ้าไม่เก่าเร็ว
  11. น้ำทิ้งจากการซักผ้า เมื่อนำไปรดต้นไม้จะโตดี มีโรคและแมลงรบกวนน้อย
  12. น้ำทิ้งจากการซักผ้า เป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า(เพราะไม่มีส่วนผสมของโซดาไฟ,สีสังเคราะห์)

น้ำหมักจากเศษอาหาร

 เศษอาหารเป็นขยะหรือของเสียจากครัวเรือนและสถานประกอบการ ที่คนส่วนใหญ่ละเลยถึงคุณค่าไม่มีใครเหลียวแล และอยากที่จะทิ้งไปให้ไกลๆตัวโดยเร็ว เพราะเพียงแค่ทิ้งไว้ข้ามคืนมันก็จะส่งกลิ่นเหม็นรัญจวนใจได้ที่ทีเดียว การทิ้งเศษอาหารลงในถังขยะรวมกับขยะประเภทอื่นๆที่พอจะนำกลับไปรีไซเคิลได้ เช่น กระดาษ พลาสติก แก้ว หรือโลหะ จะเป็นการเร่งให้ภาวะโลกร้อนเป็นไปอย่างรุนแรงและรวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะแทนที่เราจะนำขยะดังกล่าวกลับมารีไซเคิลได้ง่ายๆ กลับต้องใช้แรงงาน เวลา พลังงาน และทรัพยากร ในการจัดการมากขึ้น และเจ้าขยะเศษอาหารก็บูดเน่าเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ อีกทั้งเร่งให้จุลินทรีย์กลุ่มเป็นโทษทำลายสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เกิดกลิ่นเหม็น แมลงวัน แมลงหวี่และหนูมากขึ้น เกิดภาวะน้ำเน่าเสีย เราน่าจะช่วยกันนำเศษอาหารมาทำน้ำหมักชีวภาพสำหรับใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันกัน ซึ่งมีวิธีการทำและใช้อุปกรณ์ที่หาได้ง่าย ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ดังนี้

 
   ส่วนผสม  1. ขยะเศษอาหาร หรือเปลือกผัก-ผลไม้ทุกชนิด                          3  กก.
                 2. กากน้ำตาล                                                                    1  กก.
                 3. น้ำสะอาด                                                                    10  ลิตร
                 4. หัวเชื้อจุลินทรีย์กลุ่มสร้างสรรค์                         ประมาณ 1/2  แก้วน้ำ
 วิธีทำ   
        นำขยะเศษอาหารใส่ในถังพลาสติก (ถ้าชิ้นใหญ่ ควรสับให้เล็กลง) ใส่กากน้ำตาลคลุกเคล้าให้ทั่ว 
เติมหัวเชื้อจุลินทรีย์กลุ่มสร้างสรรค์ คนให้เข้ากันแล้วปิดฝาถังให้สนิท ยังไม่ต้องใส่น้ำ หมักไว้ 7 วัน จึงเปิดฝา
เติมน้ำ 10 ลิตร คนให้เข้ากัน แล้วหมักต่อไปนาน 15-30 วัน จึงนำน้ำหมักมาใช้ได้

   ประโยชน์ 
         -ใช้ราดลงในโถส้วม สัปดาห์ละ 1-2 แก้ว จะช่วยดับกลิ่นเหม็นในห้องน้ำ ห้องส้วม ทำให้ส้วมไม่เต็มเร็ว
         -ใช้เทลงท่อระบายน้ำทิ้งเป็นประจำ จะช่วยขจัดคราบไขมันที่อุดตันท่อน้ำได้ดี
         -ใช้เทลงในท่อระบายน้ำเป็นประจำ จะช่วยลดกลื่นเหม็นจากน้ำเน่า
         -ใช้ลดกลิ่นเหม็นจากกองขยะ โดยผสมน้ำหมักชีวภาพอัตราส่วน 10 c.c.ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร ฉีดพ่น
ไปบนกองขยะเป็นประจำ 

         -ใช้ผสมน้ำรดต้นไม้ การใช้น้ำหมักฯกับต้นไม้ จะต้องหมักไว้นานอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อให้กากน้ำตาลสลายตัวจนสิ้นสุดกระบวนการ  ไม่เช่นนั้นแล้วต้นพืชอาจได้รับพิษจากกากน้ำตาลที่ยังไม่สลายตัว การใช้น้ำหมักชีวภาพรดน้ำต้นไม้ ทำโดยผสมน้ำหมักชีวภาพ 1 c.c.ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร รดให้พืชหรือดินเป็นประจำ จะช่วยส่งเสริมให้พืชเจริญเติบโตแข็งแรง มีภูมิต้านทานสูง ใช้ทุกวันได้ แต่ห้ามใช้ในอัตราส่วนที่เข้มข้นกว่าที่แนะนำ เพราะน้ำหมักชีวภาพมีฮอร์โมนพืชบางตัว ถ้าใช้ในอัตราส่วนที่เข้มข้นเกินไป พืชจะแคระแกรนหรือตายได้

สูตรน้ำหมักชีวภาพจากน้ำซาวข้าว

สูตรน้ำหมักชีวภาพนั้นมีมากมายนับร้อยสูตร และปัจจุบันก็ยังคงมีบุคคลที่สนใจในเรื่องนี้ได้ค้นคว้าทดลองหาสูตรใหม่ๆขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ในที่นี้เป็นเพียงตัวอย่างน้ำหมักชีวภาพที่ทำได้ง่าย ราคาถูกมากๆ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้หลากหลาย คือ น้ำหมักชีวภาพจากน้ำซาวข้าวหรือEMน้ำซาวข้าว

       น้ำซาวข้าวเป็นของเสียจากครัวเรือนที่ทำให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมได้ง่ายมาก เพราะในน้ำซาวข้าวมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของจุลินทรีย์อยู่มากมาย หากเราทิ้งน้ำซาวข้าวลงในท่อระบายน้ำจะเป็นการส่งเสริมให้จุลินทรีย์กลุ่มทำลายที่อาศัยอยู่ในน้ำเน่าเสียมีอาหารในการดำรงชีวิตมากขึ้นและเป็นการกระตุ้นให้มีกิจกรรมทำลายสิ่งแวดล้อมมากขึ้น น้ำจะเน่าเสียมากขึ้น ท่อระบายน้ำจะมีกลิ่นเหม็นรุนแรงขึ้น  มาช่วยกันทำEMน้ำซาวข้าวสำหรับใช้ในชีวิตประจำวันกันเถอะ มีวิธีการทำและใช้อุปกรณ์ที่หาได้ง่าย และมีประโยชน์มากมาย ดังนี้

  ส่วนผสม    1.น้ำซาวข้าว                      1  ลิตร
                 2.หัวเชื้อจุลินทรีย์EM             5  c.c.
                 3.กากน้ำตาล                      5  c.c. (หรือ น้ำตาลทรายธรรมชาติ  1  ช้อนโต๊ะ)
  วิธีทำ 
        นำน้ำซาวข้าวมาเทใส่ขวดพลาสติกชนิดที่มีฝาปิดสนิทให้เหลือที่อากาศเพียงเล็กน้อย เขย่าขวดให้ส่วนผสมทั้งหมดละลายเข้ากัน(จะเลือกใช้กากน้ำตาล หรือ น้ำตาลทรายธรรมชาติ ขึ้นอยู่กับการนำไปใช้ประโยชน์ และความสะดวกในการจัดหา)แล้วปิดฝาขวดให้สนิท หมักไว้รวม 5วัน  โดยเมื่อหมักครบ 3 วันแรก ขวดจะพองเพราะมีแก๊สที่เกิดจากการกระบวนการหมัก ให้เปิดฝาขวดเพื่อระบายแก๊สออก แล้วปิดฝาให้แน่นเหมือนเดิม หมักต่อไปอีก 2วัน ก็จะได้ EMจากน้ำซาวข้าว กลิ่นหอมอมเปรี้ยว ก้นขวดมีตะกอนขาว 
EM จากน้ำซาวข้าว นำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้หลายอย่าง  ดังนี้
       - ใช้ราดลงในโถส้วม สัปดาห์ละ 1-2 แก้ว จะช่วยดับกลิ่นเหม็นของห้องส้วมและทำให้ส้วมไม่เต็มเร็ว 
       - ใช้เทใส่อ่างล้างจานหรือท่อน้ำทิ้งเป็นประจำ จะช่วยขจัดคราบไขมันที่อุดตันในท่อน้ำได้
       - ใช้ถูบ้าน  โดยผสมน้ำหมักชีวภาพจากน้ำซาวข้าว 10 c.c. ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร ใช้ซักผ้าเช็ดถูบ้าน จะช่วยขจัดคราบสกปรกที่พื้นให้ออกได้ง่าย  ช่วยขจัดกลิ่นเหม็นหรือกลิ่นอับชื้นในห้อง 
       - ใช้ล้างพื้นหรือเครื่องสุขภัณฑ์ในห้องน้ำ โดยผสมน้ำหมักชีวภาพจากน้ำซาวข้าว อัตราส่วน 1 ลิตร ต่อน้ำสะอาด 5 ลิตร  จะช่วยให้ล้างคราบสกปรก คราบไขมันหรือคราบหินปูนออกได้ง่าย 
       - ใช้ปรับบรรยากาศภายในห้องต่างๆของบ้านและที่อยู่อาศัย โดยผสมน้ำหมักชีวภาพจากน้ำซาวข้าว อัตราส่วน 10 c.c. ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร ใส่ในกระบอกฉีด ฉีดพ่นไปในอากาศให้เป็นละอองแล้วปล่อยทิ้งไว้ จะช่วยลดกลิ่นเหม็นหรือกลิ่นอับชื้นตามห้องต่าง ๆ
       - ใช้กับเครื่องนอนต่างๆโดยผสมน้ำหมักชีวภาพจากน้ำซาวข้าว อัตราส่วน 10 c.c.ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร ฉีดพ่นไปบนเครื่องนอน ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วนำไปผึ่งแดดให้แห้งสนิท  จะช่วยขจัดกลิ่นอับชื้น  ทำให้มีกลิ่นสะอาดขึ้น
       - ใช้ซักผ้า โดยผสมน้ำหมักชีวภาพจากน้ำซาวข้าวลงในน้ำสุดท้ายของการซัก อัตราส่วน 20 c.c. ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร แช่ผ้าไว้ในน้ำอย่างน้อย 30 นาที จะทำให้ผ้าสะอาดมากขึ้น เมื่อผ้าแห้งแล้วจะไม่มีกลิ่นเหม็นอับ

ข้อเสนอแนะ 
     การทำ EM น้ำซาวข้าว ควรทำต่อเนื่องกันเป็นหลายรุ่นเพื่อให้มีใช้สม่ำเสมอ และหลังจากที่หมักไว้ครบ 5 วันแล้ว ควรใช้ให้หมดภายใน 7 วัน หากยังใช้ไม่หมดให้นำ EMน้ำซาวข้าวที่เหลือไปเทราดลงในโถส้วม ท่อระบายน้ำ หรือแหล่งที่มีน้ำเน่าเสีย  ถ้าหมักเกิน 7 วัน น้ำหมักจะเริ่มมีกลิ่นเหม็น เพราะจุลินทรีย์กินอาหาร(น้ำตาล)หมดแล้ว ให้แก้ไขด้วยการเติมกากน้ำตาลลงไปอีกประมาณ 5 c.c. แล้วหมักต่อประมาณ 3 วัน จึงนำไปเทลงในท่อระบายน้ำ

ทำสบู่ใช้เอง

รู้ไหมว่าสบู่ที่เราๆใช้กันโดยทั่วไปนี้คือ Detergen หรือสารซักฟอก เพราะถ้าเป็นสบู่ธรรมชาติที่แท้จริงนั้นจะต้องเกิดจากปฏิกริยาที่เรียกว่า Saponification ระหว่างด่างกับไขมันที่ได้จากพืชหรือสัตว์ ผลลัพท์ของปฎิกริยานี้จะได้สบู่และกรีเซอรีน ซึ่งมีคุณสมบัติดีต่อผิว แต่ด้วยเหตุผลในทางการค้าผู้ผลิตมักจะแยกเอากรีเซอรีนออกไป เราจึงได้ใช้แต่กากสบู่ แต่ถ้าคุณต้องการทำความสะอาดผิวไปพร้อมๆกับการถนอมและบำรุงผิวละก็  ลองนี่เลย สบู่ก้อนใสสมุนไพร สูตร มะเฟือง น้ำผึ้ง ขมิ้น วิ๊ธีทำก็ไม่ยุ่งยาก ใช้เวลาทำไม่ถึงครึ่งชั่วโมง  สบู่สูตรนี้มีสรรพคุณเด่นเหนือสบู่ที่คุณๆใช้อยู่คือ จะช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าได้ดี เมื่อใช้เป็นประจำจะช่วยบำรุงผิวให้นวลเนียน กระชับรูขุมขน และลดสิวเสี้ยน ถ้าเราทำเอง ต้นทุน ต่อนำหนักสบู่ 1 กิโลกรัม ไม่เกิน 250 บาท สบู่สมุนไพรที่ทำขายกันทั่วๆ ไปไม่รู้ว่าเขาใส่อะไรลงไปบ้าง ดีจริงเหมือนโฆษณาหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่เคยลองคำนวณราคาสบู่สมุนไพรที่เขาขายกันทั่วๆไปเฉลี่ยแล้วราคาประมาณ 1 บาท ต่อน้ำหนักสบู่ 1 กรัม หรือ กิโลกรัมละ 1,000 บาท ที่แนะนำนี่ไม่ได้ให้ทำขายนะ เพราะถ้าจะทำขายก็จะต้องไปทำบรรจุภัณฑ์ให้สวยงาม ต้องมีมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ต้องโฆษณา ต้องทำการตลาดและอะไรต่อมิอะไรอีกสารพัด
ต้องการให้ทำของดีราคาถูกไว้ใช้เองดีกว่า


ส่วนผสมได้แก่
            1.สบู่ก้อนใส(Transparent soap) หรือสบู่กลีเซอรีน หรือ เกล็ดสบู่แข็ง        1/2      กก. 
            2.เกลือแกง(Sodium chloride)                                                         1      ช้อนชา
            3.น้ำหมักชีวภาพมะเฟือง                                                                1/4   ถ้วยตวง
            4.น้ำผึ้ง                                                                            1/8 -  1/4   ถ้วยตวง
            5.ขมิ้นชนิดผง                                                                              1     ช้อนโต๊ะ
            6.น้ำหอมกลิ่นตามชอบปริมาณเล็กน้อย
1. เตรียมพิมพ์ โดยการทาพิมพ์ด้วยวาสลินเพื่อให้แคะสบู่ออกจากพิมพ์ได้ง่าย(อาจใช้พิมพ์วุ้นพลาสติกหรือกล่องพลาสติกก็ได้ เมื่อสบู่แข็งตัวแล้วจึงนำมาตัดเป็นก้อนตามขนาดที่ต้องการ)
           2. หั่นสบู่ก้อนใสให้เป็นชิ้นเล็กใส่ในภาชนะที่ทนความร้อน นำไปตุ๋นให้ละลายเป็นของเหลว เมื่อสบู่ละลายแล้ว นำลงจากเตา (การตุ๋นสบู่ คือการทำให้สบู่ร้อนด้วยไอจากน้ำเดือด โดยใช้หม้อ 2 ใบ ใบล่างใส่น้ำตั้งบนเตาไฟให้เดือด ใบบนใส่สบู่แล้ววางซ้อนไว้บนหม้อใบล่าง ที่ทำอย่างนี้เพื่อไม่ให้เนื้อสบู่ไหม้)
           3. เตรียมสมุนไพรโดยผสมน้ำหมักชีวภาพมะเฟือง เกลือแกง น้ำผึ้ง และขมิ้นผง  คนให้ละลายเข้ากันแยกไว้ในภาชนะต่างหาก(ฤดูร้อน ผิวไม่แห้งมาก ควรลดปริมาณน้ำผึ้ง อาจใส่เพียง 1/8 ถ้วยตวง สำหรับผู้ที่ผิวแห้งหรือใช้ในฤดูหนาว ให้ใส่น้ำผึ้ง 1/4  ถ้วยตวง ) ห้ามใส่สมุนไพรที่เป็นของเหลวเกินกว่าส่วนที่กำหนดเพราะสบู่จะไม่แข็งตัว
           4. เทน้ำสมุนไพรที่เตรียมไว้ในข้อ 3 ลงในสบู่ที่ละลายแล้ว คนเบาๆให้ส่วนผสมเข้ากัน พอสบู่อุ่นลงสักเล็กน้อยจึงใส่น้ำหอม คนให้ส่วนผสมเข้ากันแล้วหยอดสบู่เหลวลงในพิมพ์
           5. ปล่อยทิ้งไว้จนสบู่แข็งตัวดีจึงแคะออกจากพิมพ์ เก็บสบู่ไว้ในภาชนะที่ปิดสนิท เก็บภาชนะไว้ในที่ไม่ร้อนและแสงแดดส่องไม่ถึง
ควรทราบ 
           1. สบู่ก้อนใส(Transparent soap)บางครั้งเรียกว่าสบู่กลีเซอรีนหรือเกล็ดสบู่แข็ง เป็นก้อนทำความสะอาดผิว
ที่มีส่วนผสมของกลีเซอรีนและไขมันจากพืช  กลีเซอรีนจะช่วยดูดความชื้นจากอากาศและอ่อนโยนต่อผิว เมื่อใช้แล้วจะรู้สึกว่าผิวมีความชุ่มชื้น ไม่ทำให้รูขุมขนอุดตัน
           2.ขณะใช้สบู่สูตรนี้อาจรู้สึกคล้ายกับมีเม็ดทรายอยู่ในเนื้อสบู่ นั่นคือเนื้อขมิ้น
           
3.อย่าเก็บหรือวางสบู่ไว้ในที่มีแสงแดดส่องถึงโดยตรงหรือที่มีอุณหภูมิสูงเพราะจะทำให้สบู่ละลาย และหาก
วางสบู่ก้อนใสไว้นอกภาชนะ เมื่อสัมผัสกับอากาศชื้น อาจเกิดหยดน้ำเล็กๆเกาะกระจายอยู่ทั่วก้อน หรือสบู่จะขุ่นขึ้น
ซึ่งเกิดจากคุณสมบัติในการดูดความชื้นจากอากาศของกลีเซอรีน สามารถนำสบู่มาใช้ได้ตามปกติ ไม่เสีย
           4. เมื่อใช้สบู่นี้แล้วไม่ควรวางก้อนสบู่ไว้ในที่ชื้นหรือมีน้ำขัง เพราะสบู่จะละลายเป็นของเหลว
           5. ในผู้ใช้บางรายหลังจากใช้สบู่สูตรนี้ใหม่ๆอาจรู้สึกตึงผิวเล็กน้อย หรืออาจจะมีสิวเม็ดเล็กๆขึ้นมา ประมาณ
3-5 วัน จะค่อยๆหายไปเอง 


     สมุนไพรที่นำมาผสมกับสบู่มีหลายชนิด ก่อนใช้ควรศึกษาถึงคุณสมบัติของสมุนไพรแต่ละชนิดและเลือกใช้ให้
เหมาะสมกับตนเอง  เช่น  ขมิ้น  มะเฟือง  น้ำผึ้ง  มะขาม  เปลือกมังคุด ว่านหางจระเข้  มะละกอ แตงกวา น้ำนม
ผงถ่านกัมมัน ฯลฯ และหาความรู้เพิ่มเติมเรื่องการทำน้ำหมักชีวภาพมะเฟืองได้ที่ "ผลไม้ลดโลกร้อน"  

ทำแชมพูใช้เองกันเถอะ


คุณกำลังมีปัญหาผมบาง รากผมไม่แข็งแรง ผมหลุดร่วงง่าย เป็นรังแค คันศีรษะอยู่บ้างหรือเปล่า? แล้วคุณใช้แชมพูอะไรสระผม? คุณรู้ไหมว่าแชมพูสระผมที่คุณใช้อยู่นั้นเขาใช้อะไรเป็นส่วนผสมบ้าง แล้วที่เขาโฆษณาว่าเป็น"แชมพูสมุนไพร"หรือ"มีส่วนผสมที่สกัดจากธรรมชาติ"นั้น เชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน? แล้วมันเหมาะสมกับคุณหรือเปล่า? ถ้าตอบคำถามนี้ไม่ได้หรือไม่แน่ใจ อยากให้คุณอ่านบทความนี้ก่อน และลองหาโอกาสมาทำแชมพูสมุนไพรสูตรที่เหมาะสมกับตัวเราเองกันดีกว่า เผื่อคุณจะได้คำตอบที่ดีกว่าเดิม
        
ก่อนอื่นควรทราบถึงคุณสมบัติของสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการดูแลหรือบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ และเลือกใช้ให้เหมาะกับสภาพของเส้นผมและหนังศีรษะของตัวเราเอง ได้แก่
        - ผลมะกรูด น้ำจากผลมะกรูดจะมีฤทธิ์เป็นกรดค่อนข้างมาก(pH 3.5) เมื่อนำมาผสมน้ำให้เจือจางใช้สระผม จะช่วยสลายไขมันและชะล้างสิ่งสกปรกที่เกาะบนเส้นผมและหนังศีรษะได้ดี (การใช้น้ำมะกรูดสระผมที่ถูกวิธี ต้องผสมน้ำเพื่อลดความเข้มข้น ไม่ควรใช้ชะโลมบนเส้นผมโดยตรง เพราะจะทำให้เส้นผมเปราะขาดง่าย)  
        - ผิวมะกรูด น้ำมันจากเปลือกผลมะกรูดมีกลิ่นหอม และช่วยบำรุงให้เส้นผมเป็นเงางาม        

        - ผลมะเฟือง น้ำจากผลมะเฟืองมีฤทธิ์เป็นกรด(ค่อนข้างมาก pH 2.5-3) ช่วยสลายไขมันและชะล้างสิ่งสกปรกที่เกาะบนเส้นผมและหนังศีรษะได้ดี  เมื่อนำมาผสมน้ำให้เจือจางลงใช้สระผมจะช่วยบรรเทาอาการคันศีรษะได้
        - ผลมะคำดีควาย น้ำที่สกัดจากผลมะคำดีควาย จะมีคุณสมบัติช่วยลดรังแค รักษาอาการชันนะตุหนังศีรษะเป็นเชื้อรา แต่การใช้ต้องระวังไม่ให้เข้าตา เพราะจะแสบมาก
        - ดอกอัญชัน  น้ำที่สกัดจากดอกอัญชัน จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต หากนำมานวดหนังศีรษะและหมักผมก่อนสระ 15 นาที หรือผสมลงในแชมพูสระผม เมื่อใช้เป็นประจำจะช่วยทำให้รากผมแข็งแรงขึ้น เส้นผมไม่หลุดร่วงง่าย 
        - ต้นตะไคร้ น้ำที่สกัดจากต้นตะไคร้(ต้นตะไคร้ทุบให้แตกต้มกับน้ำสะอาด)ใช้หมักผมก่อนสระหรือผสมในแชมพู เมื่อใช้เป็นประจำจะช่วยบรรเทาอาการเส้นผมแตกปลาย ลดรังแค
        - ใบว่านหางจระเข้  วุ้นใสๆที่ได้จากใบว่านหางจระเข้ ใช้หมักผมก่อนสระ เมื่อใช้เป็นประจำจะช่วยให้ผมนุ่มสลวย หวีง่าย และช่วยรักษาแผลบนหนังศรีษะ
        - ต้นฟ้าทลายโจร น้ำที่สกัดจากฟ้าทลายโจร(ใบ ต้น ฝัก) จะมีสารยับยังการเจริญเติบโตของเชื้อราและแบคทีเรียบางชนิด ใช้หมักผมก่อนสระหรือใช้ผสมกับแชมพูสระผม เมื่อใช้เป็นประจำจะช่วยลดอาการเส้นผมหลุดร่วงง่าย 
     นอกจากนี้แล้วในประเทศไทยยังมีสมุนไพรที่มีคุณสมบัติยอดเยี่ยมอีกหลายชนิดที่รอให้คุณได้ศึกษา เรียนรู้และเลือกใช้ให้เหมาะสม  เอาล่ะเกริ่นนำมามากแล้ว มาลงมือทำแชมพูสมุนไพรสูตรตามใจคุณกันดีกว่า
ส่วนผสมมีดังนี้
             1.แชมพูออย(EMAL 28CT)                              1/2  กก.
             2.ผงฟอง(ช่วยให้ฟองมาก)                               50   กรัม
             3.เกลือแกงหรือผงข้น(ช่วยให้น้ำยาข้นขึ้น)  125– 150  กรัม
             4.ลาโนลิน (ช่วยให้เส้นผมลื่น)                           50  กรัม        
             5.น้ำสะอาด (หรือน้ำสมุนไพรชนิดที่ต้องการ)        1.5  กก. (หรือลิตร)
             6.น้ำหมักชีวภาพมะกรูด,มะเฟือง                       1/2   ถ้วยตวง
             7.น้ำหอมกลิ่นตามชอบ  ปริมาณเล็กน้อย

วิธีทำ   1. แบ่งน้ำปริมาณเล็กน้อยใส่ภาชนะ ตั้งไฟพอน้ำร้อน นำลาโนลินลงละลายในน้ำร้อน แล้วพักไว้
          2. นำน้ำสะอาดที่เหลือ (หรือน้ำสมุนไพรชนิดที่ต้องการ)ใส่ในภาชนะใบใหญ่ (ควรใช้ภาชนะพลาสติกหรือสแตนเลส)
         
 3. ค่อยๆใส่ผงฟองลงในน้ำทีละน้อยๆ พร้อมกับคนให้ผงฟองละลายจนหมด
          4. ใส่แชมพูออย ลงในน้ำผสมผงฟองที่เตรียมไว้ในข้อ 3  คนให้ส่วนผสมเข้ากัน แล้วใส่น้ำหมักชีวภาพ
          5. จากนั้นค่อยๆใส่เกลือแกงทีละน้อย คนให้ละลาย(ไม่ต้องถึง150 กรัมก็ได้ ดูว่าน้ำยาข้นก็พอ ถ้าใช้มากเกินไปน้ำยาจะเหลว)
          6. ใส่ลาโนลีนที่เตรียมไว้(จากข้อ 1) ลงไป
          7. ใส่กลิ่นตามที่ต้องการ แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้ฟองยุบตัวจึงกรอกใส่ในภาชนะเก็บไว้ใช้
ข้อควรทราบ 
           1. ถ้าทำใช้เฉพาะในครัวเรือนไม่ควรทำครั้งละมากๆเพราะไม่ได้ใส่วัตถุกันเสีย(จากสูตรได้แชมพูมากกว่า 2 กก. อาจแบ่งใส่ขวดเล็กๆมาใช้ ที่เหลือก็เก็บในตู้เย็น)
           2. การใส่เกลือ(ผงข้น)ควรใส่ประมาณ 125 กรัม ก่อน ถ้าเห็นว่าแชมพูข้นแล้วก็ไม่ต้องเพิ่ม เพราะถ้าใส่มากเกินไปจะทำให้แชมพูคืนตัว เหลว
           3. สมุนไพรที่นำมาใส่ในแชมพูสระผมมีหลายชนิด ควรศึกษาถึงคุณสมบัติของสมุนไพรแต่ละชนิดก่อนและเลือกใช้ให้เหมาะสมกับตนเอง  ตัวอย่างเช่น
               - น้ำที่สกัดจากดอกอัญชันดอกสีน้ำเงิน จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้รากผมแข็งแรง เมื่อใช้ได้สักระยะหนึ่งจะสังเกตเห็นว่ามีผมร่วงน้อยลงและมีผมใหม่ขึ้นมากกว่าเดิม  เตรียมน้ำดอกอัญชันโดยใส่น้ำลงในหม้อ(ปริมาณไม่ต้องมากนัก) ต้มน้ำให้เดือด แล้วนำกลีบดอกอัญชันใส่ลงในน้ำเดือด ใช้ทัพพีคนคลุกเคล้าไปมาจนกลีบดอกอัญชันสีซีดลงและน้ำเป็นสีน้ำเงินเข้ม จึงกรองเฉพาะน้ำมาใช้ เมื่อผสมแล้วจะได้แชมพูสีม่วงสดใส แต่สีม่วงในแชมพูนี้จะค่อยๆสลายตัวไปทีละน้อยเนื่องจากเป็นสารธรรมชาติ สลายตัวได้ง่าย แต่สามารถยืดอายุด้วยการเก็บในตู้เย็น
               - น้ำที่สกัดจากผลมะคำดีควาย มีคุณสมบัติลดรังแค รักษาอาการชันนะตุและเชื้อราบนหนังศีรษะ เตรียมโดยใช้ผลมะคำดีควายแห้ง(หาซื้อได้ตามร้านขายสมุนไพรหรือยาไทยแผนโบราณ)แช่น้ำให้ผลนุ่มก่อนแล้วต้มให้เดือด กรองเอาเฉพาะน้ำมาใช้
               - ว่านหางจระเข้  วุ้นใสๆที่ใบมีคุณสมบัติช่วยบำรุงผมให้นุ่มชุ่มชื้น เตรียมได้โดยปอกเปลือกใบว่านหางจระเข้ออกให้หมด แล้วล้างยางสีเหลืองให้หมด(ถ้าล้างยางไม่หมด ยางจะกัดผิวหนัง) นำวุ้นมาใส่โถปั่นให้ละเอียด แต่สารสำคัญในวุ้นนี้จะสลายตัวได้ง่ายมาก ถ้าทำใหม่ๆใช้สดๆจะได้ผลดีกว่าที่ทำทิ้งไว้นาน
           4. น้ำหมักชีวภาพที่นำมาทำแชมพูสระผม มีหลายชนิด เช่น มะกรูด มะเฟือง ส้มป่อย  มีฤทธิ์เป็นกรดช่วยชะล้างความสกปรก และมีสรรพคุณทางสมุนไพรตามแต่ชนิดของผลไม้ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ "ผลไม้ลดโลกร้อน"